การบริหารเวลาเป็นกระบวนการรวางแผนและควบคุมเวลาที่จะใช้ในกิจกรรมต่างๆ การบริหารเวลาที่ดีช่วยให้ทำงานเสร็จเร็วขึ้น ลดความเครียด และนำไปสู่ความสำเร็จในอาชีพการงาน
ประโยชน์ของการบริหารเวลา
การบริหารเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน ความเครียดลดลง และประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น ประโยชน์บางประการของการบริหารเวลา มีดังนี้
1. ลดความเครียด
การทำงานให้เสร็จอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดความวิตกกังวล เวลาที่เราขีดฆ่ารายการที่ทำเสร็จแล้ว เราจะเห็นความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม วิธีนี้ช่วยให้ไม่ต้องเครียดเพราะกังวลว่าจะทำสิ่งต่างๆ ไม่เสร็จ
2. มีเวลามากขึ้น
การบริหารเวลาที่ดีจะทำให้มีเวลาในการใช้ชีวิตมากขึ้น ผู้ที่สามารถจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีเวลาไปสนุกกับงานอดิเรกได้มากขึ้น
3. มีโอกาสมากขึ้น
การจัดการเวลาให้ดีจะนำไปสู่โอกาสที่มากขึ้น และเสียเวลาไปกับกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ น้อยลง ทักษะการจัดการเวลาที่ดีเป็นคุณสมบัติสำคัญที่นายจ้างมองหา ความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญและกำหนดเวลางานเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับองค์กรต่างๆ
4. ความสามารถในการบรรลุเป้าหมาย
ผู้ที่ฝึกฝนการบริหารเวลาจะสามารถบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ได้ดีขึ้น และทำได้ในระยะเวลาอันสั้น
7 วิธีบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ งานยุ่งแค่ไหนก็เอาอยู่
หลังจากพิจารณาถึงประโยชน์ของการบริหารเวลาแล้ว คราวนี้เรามาดูวิธีจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพกันบ้าง
1. ตั้งเป้าหมายให้ถูกต้อง
กำหนดเป้าหมายที่ทำได้และวัดผลได้ ใช้วิธี SMART ในการตั้งเป้าหมาย โดยตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป้าหมายที่คุณตั้งไว้มีความเฉพาะเจาะจง (Specific), วัดผลได้ (Measurable), บรรลุได้ (Attainable), เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการบรรลุ (Relevant) และเสร็จทันเวลา (Timely)
2. จัดลำดับความสำคัญอย่างชาญฉลาด
จัดลำดับความสำคัญของงานตามความสำคัญและความเร่งด่วน เช่น ดูงานประจำวันของคุณและพิจารณาว่า:
- สำคัญและเร่งด่วน: ทำงานเหล่านี้ทันที
- สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน: ตัดสินใจว่าจะทำภารกิจเหล่านี้เมื่อใด
- เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ: มอบหมายงานเหล่านี้ให้คนอื่นหากเป็นไปได้
- ไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ: เก็บไว้ทำทีหลัง
3. กำหนดเวลาในการทำงาน
การกำหนดเวลาจะช่วยให้คุณมีสมาธิและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ก่อนจัดสรรเวลา ควรใช้เวลาเล็กน้อยเพื่อพิจารณารายละเอียดของแต่ละงาน ซึ่งจะช่วยให้คุณทราบถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้น ด้วยวิธีนี้คุณสามารถวางแผนจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้
ตัวอย่าง สมมติว่าคุณต้องเขียนรายงาน 5 หัวข้อให้เสร็จทันเวลาก่อนเข้าการประชุม แต่คุณตระหนักดีว่าคุณจะทำเสร็จได้เพียง 4 หัวข้อเท่านั้น เมื่อคุณทราบข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดีล่วงหน้า คุณอาจแบ่งงาน 1 หัวข้อที่เหลือให้คนอื่น ตรงกันข้าม หากคุณไม่ได้ใส่ใจที่จะตรวจสอบเวลากับงานของคุณล่วงหน้า คุณอาจไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น และอาจเป็นเรื่องยากที่จะหาใครสักคนมาช่วยแบ่งงาน และก็ยากสำหรับพวกเขาที่จะจัดสรรเวลาสำหรับงานของคุณด้วย
4. พักเบรกระหว่างทำงาน
เมื่อทำงานหลายๆ อย่างโดยไม่หยุดพัก การจดจ่อและแรงจูงใจในการทำงานจะลดลง ควรจัดสรรเวลาหยุดพักระหว่างงาน เพื่อให้สมองได้พัก หรืออาจลองงีบสั้นๆ ไปเดินเล่น หรือนั่งสมาธิ
5. จัดระเบียบตัวเอง
ใช้ปฏิทินเพื่อจัดการเวลาในระยะยาว กำหนดเวลาสำหรับโครงการต่างๆ ลองนึกถึงวันที่จะทุ่มเทให้กับงานแต่ละชิ้น เช่น คุณอาจต้องวางแผนการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับกระแสเงินสดในวันที่คุณรู้ว่า CFO ของบริษัทว่างที่จะเข้าประชุม
6. ลบงานหรือกิจกรรมที่ไม่จำเป็น
สิ่งสำคัญคือต้องลบกิจกรรมหรืองานส่วนเกินออก กำหนดสิ่งที่สำคัญและสิ่งที่สมควรได้รับเวลาจากคุณ การลบงานหรือกิจกรรมที่ไม่จำเป็นออกจะทำให้คุณมีเวลาที่จะใช้กับสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง
7. วางแผนล่วงหน้า
คุณควรแน่ใจว่าได้เริ่มต้นทุกวันด้วยสิ่งที่คุณต้องการจะทำจริงๆ เริ่มจากพิจารณาสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จในวันนั้น และสร้างนิสัยจด "สิ่งที่ต้องทำ" ในวันถัดไป วิธีนี้จะทำให้คุณสามารถเริ่มงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในวันรุ่งขึ้น
หากคุณสามารถบริหารเวลาได้ดี ก็จะเกิดผลดีกับชีวิตทั้งด้านการทำงานและชีวิตส่วนตัว แต่หากจัดการเวลาได้ไม่ดีอาจนำมาซึ่งผลเสียหลายข้อ เช่น ทำงานแย่ เสียเวลา สูญเสียการควบคุมชีวิต คุณภาพของงานไม่ดี และเสียชื่อเสียง
ที่มา: BESTJOBTH
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น